[คลอโรฟิลล์] คังเซน บิวติ คลอรอยบอส ต้านอนุมูลอิสระ ขจัดของเสีย

อาหารเสริม คังเซน บิวติ คลอรอยบอส Kangzen Beauti Chloroibos (คลอโรฟิลล์)  ต้านอนุมูลอิสระ ขจัดของเสีย ดีทอกซ์ของเสียออกจากร่างกาย เสริมสร้างภูมิคุ้มกัน ลดกลิ่นอวัยวะ บำรุงสุขภาพให้แข็งแรงทั้งหญิงและชาย คังเซน บิวติ คลอรอยบอส ราคา สมาชิกคังเซน แค่ 700 บาท  บรรจุ 30 ซอง/กล่อง

ส่วนประกอบที่สำคัญ ของ คังเซน บิวติ คลอรอยบอส : 1 ซอง (2 กรัม) ประกอบด้วย

1. Rooibos Extract Powder               สารสกัดจากชารอยบอส           200    มก. (10%)

2. Sodium Copper Chlorophyllin     โซเดียม คอปเปอร์ คลอโรฟิลล์ลิน        200    มก. (10%)

3. Maltodextrin                                  มอลโตเดกซ์ตริน                          1,600  มก. (80%)

ปริมาณบรรจุ: 30 ซอง (ซองละ 2 กรัม)

คังเซน บิวติ คลอรอยบอส

ราคาสมาชิกคังเซน เคนโก 700 บาท ราคาปกติ 935 บาท

โทรสั่งซื้อ ได้ที่ 0897116964 หรือ คลิคสั่งซื้อ www.kangzenathome.com

วิธีใช้ชงดื่มกับน้ำสะอาด  วิธีชง : 1 ซอง ผสมน้ำเย็น 1 – 1.5 ลิตร

ผสมผลิตภัณฑ์ KOLLAPHYLL คังเซน บิวติ คลอรอยบอส จำนวน 1 ซองในน้ำเย็นที่บรรจุในขวดประมาณ 1 – 1.5 ลิตร  เขย่าให้เข้ากัน แล้วดื่มได้เลย ผลิตภัณฑ์ คอลลาฟิลล์สามารถชงดื่มในเวลาไหนก็ได้ ไม่ว่าจะพร้อมรับประทานอาหาร พร้อมไปกับการนั่งทำงาน หรือวันเวลายามว่าง
เพียงวันละ 1 ซอง ไม่ยากเลยใช่ไหมครับกับการสุขภาพดีง่ายๆ ดีท็อกซ์ สารพิษออกจากร่างกายโดยไม่ยุ่งยาก ดื่มทุกวันดีทุกวัน แค่กล่องละ 700 บาทเท่านั้นสำหรับราคาสมาชิกคังเซน

คำแนะนำ

1. เด็กและสตรีมีครรภ์ ไม่ควรรับประทาน

2. ควรรับประทานอาหารหลากหลายครบ 5 หมู่ ในสัดส่วนที่เหมาะสมเป็นประจำ

3. ไม่มีผลในการป้องกันหรือรักษาโรค

บทความข้อมูลสนับสนุนส่วนผสมของ ผลิตภัณฑ์ คังเซน บิวติ คลอรอยบอส

คลอโรฟิลล์ เป็นสารประกอบสีเขียวในพืช ทำหน้าที่สังเคราะห์แสง เปลี่ยนคาร์บอนไดออกไซด์ แร่ธาตุและน้ำ ให้กลายเป็นออกซิเจนและสารอาหารสำหรับพืช มีการค้นคว้าเกี่ยวกับการทำงานหรือปฏิกิริยาของคลอโรฟิลล์ต่อคนพบว่า คลอโรฟิลล์ที่อยู่ในเซลล์พืชทั่วไปไม่ละลายน้ำ จะลายได้ในไขมันหรือแอลกอฮอล์บางรูปเท่านั้น เนื่องจากตรงกลางของโครงสร้างทางเคมีของคลอโรฟิลล์เป็นอะตอมของธาตุ แมกนีเซียมที่ไม่ละลายในน้ำ ร่างกายจึงไม่สามารถดูดซึมไปใช้ประโยชน์ได้เต็มที่แม้เราจะกินผักจำนวนมากก็ ตาม ด้วยเหตุนี้จึงมีการสกัดคลอโรฟิลล์ให้อยู่ในรูปสารที่ละลายน้ำได้ คือ โซเดียม คอปเปอร์ คลอโรฟิลล์ลิน เพื่อให้ร่างกายมนุษย์นำไปใช้ประโยชน์ด้านสุขภาพได้

โซเดียมคอปเปอร์ คลอโรฟิลล์ลิน คือ อนุพันธ์ของคลอโรฟิลล์ (Chlorophyll Derivative) โดยมีทองแดงเข้าไปแทนที่แมกนีเซียมในโครงสร้างของคลอโรฟิลล์ เพื่อทำให้สามารถละลายน้ำได้

 รายงานการวิจัยประโยชน์ของ โซเดียม คอปเปอร์ คลอโรฟิลล์ลิน

1. ในปี 2003 มหาวิทยาลัยโอเรกอน สหรัฐอเมริกา มีรายงานการวิจัยว่า การใช้โซเดียม คอปเปอร์ คลอโรฟิลล์ลิน ไม่พบรายงานความเป็นพิษต่อร่างกายซึ่ง ได้มีการศึกษาทางคลีนิคในมนุษย์ มากกว่า 50 ปี โดยโซเดียม คอปเปอร์ คลอโรฟิลล์ลิน ไม่ตกค้างในร่างกายสามารถขับออกทางอุจจาระและปัสสาวะ[5,14,15]

2. จากงานวิจัย Huazhong University ในประเทศจีนปี 2005 พบว่า โซเดียม คอปเปอร์ คลอโรฟิลล์ลิน สามารถรักษาผู้ป่วยที่มีภาวะ Leukopenia (จำนวนเม็ดเลือดขาวต่ำกว่าปกติ) ซึ่งผู้ป่วยจะเสี่ยงต่อการติดเชื้อและเกิดโรคต่างๆ ได้ง่ายขึ้น โดยจากผลการทดลองพบว่า ผู้ป่วยที่มีภาวะ Leukopenia จำนวน 60 คนได้รับ โซเดียม คอปเปอร์ คลอโรฟิลล์ลิน ครั้งละ 40 มิลลิกรัม วันละ 3 ครั้ง นาน 1 เดือน พบว่าเม็ดเลือดขาวมีจำนวนเพิ่มขึ้น 85% ในกลุ่มอาสาสมัคร 60 คน[12]

3. ดร.แดชวู้ด (Dr.Roderick Dashwood) อาจารย์ที่มหาวิทยาลัยฮาวาย ได้ทดลองให้คลอโรฟิลล์ และ โซเดียม คอปเปอร์ คลอโรฟิลล์ลิน เป็นอาหารปลาเทร้าท์ (Trout) เพื่อป้องกันการเกิดมะเร็งในตับจากการถูกพิษแอฟลาทอกซิน บี หนึ่ง (Aflatoxin B1) ผลคือ แอฟลาทอกซิน บี หนึ่ง ไม่สามารถทำลาย ดีเอนเอ (DNA) ในตับปลาเทร้าท์ได้ จึงไม่เกิดมะเร็งในตับ[16]

4. นอกจากนี้ ดร.แดชวู้ด ยังทดลองเพิ่มอีกเพื่อเป็นการพิสูจน์การล้างสารพิษด้วย คลอโรฟิลล์ และ โซเดียม คอปเปอร์ คลอโรฟิลล์ลิน โดยการให้หนูทดลองได้รับสารเคมีกลุ่ม Heterocyclic Amines (Colon Cancer exposed to Heterocyclic Amines) ผลคือ สามารถลดอัตราการเกิดมะเร็งลำไส้ใหญ่ของหนูทดลองได้[16]

5. จอห์น กรูปแมน จากมหาวิทยาลัยจอห์น ฮอปกินส์ สหรัฐอเมริกา ได้ทำการศึกษาโดยใช้หนูทดลองรับเอาสารพิษ แอฟลาทอกซิน บี หนึ่ง (ชนิดเดียวกับที่ดร.แดชวู้ด ใช้กับปลาเทร้าท์) ผลคือ ป้องกันมะเร็งตับในหนูทดลองได้[16]

6. มีรายงานผลงานการวิจัยของ ดร.โธมัส เคนสเลอ (Dr.Thomas Kensler) และคณะ เรื่องการขัดขวางการเกิดมะเร็งตับโดยคลอโรฟิลล์และ โซเดียม คอปเปอร์ คลอโรฟิลล์ลิน ในประชากรเมืองกิดอง (Qidong) ประเทศจีน

เดิมทีประชากรเมืองนี้มีอัตราการเกิดมะเร็งในตับสูงเนื่องมาจากสารพิษแอฟลา (Aflatoxin) ซึ่งสารพิษชนิดนี้เกิดจากเชื้อราชนิดหนึ่งที่มักเกิดขึ้นบนถั่วชื้นๆ (ที่มักเกิดในมะขามหวานและถั่วลิสงคั่วบดในประเทศไทย) น้ำซีอิ๊ว เต้าเจี้ยว ซึ่งอาหารเหล่านี้ชาวเมืองกิดองบริโภคเป็นประจำทุกวัน

ดร.เคนสเลอ ได้ทำการวิจัยโดยให้กลุ่มศึกษาทั้งหมด 180 คน แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม (กลุ่มละ 90 คน) โดยให้ 1 กลุ่มทานคลอโรฟิลล์ และ โซเดียม คอปเปอร์ คลอโรฟิลล์ลิน ครั้งละ 100 มก. ทุกวัน วันละ 3 ครั้ง พร้อมอาหาร เป็นเวลาทั้งสิ้น 4 เดือน ขณะที่อีกกลุ่มให้ทานยาหลอก (Placebo)

ผลการศึกษาจากการตรวจหาความเสียหายของ ดีเอนเอ (DNA) ที่เกิดจากสารพิษแอฟลา (Aflatoxin) ทางเลือดและปัสสาวะ (Aflatoxin-DNA Damage) ดร.เคนสเลอ ได้อธิบายว่า คลอโรฟิลล์ และ โซเดียม คอปเปอร์ คลอโรฟิลล์ลิน สามารถลดระดับความเป็นพิษของสารพิษแอฟลา (Aflatoxin) ตัวก่อมะเร็งอย่างได้ผล[16]

7. โซเดียม คอปเปอร์ คลอโรฟิลล์ลิน มีฤทธิ์ของสารต้านอนุมูลอิสระ ซึ่งมีการวิจัยทั้งในห้องทดลองและสัตว์ทดลอง พบว่า โซเดียม คอปเปอร์ คลอโรฟิลล์ลิน มีคุณสมบัติในการต้านอนุมูลอิสระ โดยไปทำให้อนุมูลอิสระหมดความเป็นพิษ และลดการเกิดอนุมูลอิสระหลังได้รับสารเคมีและรังสีอีกทั้งยังสามารถลด Lipidperoxidese (อนุมูลอิสระชนิดหนึ่งที่เป็นสาเหตุหนึ่งของการเกิดมะเร็ง) ในตับ และ ม้ามได้[8,17]

8. โซเดียม คอปเปอร์ คลอโรฟิลล์ลิน จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานของเซลล์เม็ดเลือดแดงด้วย การไปป้องกันการเปลี่ยนแปลงของธาตุเหล็กในเม็ดเลือดแดง (จาก Fe2+ เป็น Fe3+) ที่ทำให้เม็ดเลือดแดงสูญเสียประสิทธิภาพในการจับและนำส่งออกซิเจน ส่วนความเข้าใจที่ว่า โซเดียม คอปเปอร์ คลอโรฟิลล์ลิน ช่วยในการผลิตเม็ดเลือดแดงนั้น…เป็นความเข้าใจที่ผิด แม้จะมีโครงสร้างทางเคมีคล้ายคลึงกับโครงสร้างของฮีมในเม็ดเลือดแดงก็ตาม[7]

9. มีรายงานการจำหน่ายเพื่อใช้ในการลดกลิ่นตัว กลิ่นอุจจาระและปัสสาวะ ตลอดจนช่วยในการสมานแผลในผู้ป่วยสูงอายุ[22]

10. ป้องกันอันตรายที่เกิดจากการใช้รังสีในการรักษามะเร็งผิวหนัง โดยการลดอนุมูลอิสระที่เกิดจากการฉายรังสี[9]ต่อต้านการกลายพันธุ์ ป้องกันความผิดปกติของ DNA ที่นำไปสู่การเป็นมะเร็ง[10]

 อัลฟัลฟ่า บิดาแห่งอาหารทั้งมวล   Alfalfa (อัลฟัลฟ่า)ชื่อ ทางพฤกษศาสตร์ ว่า Medicago sativa (เมดิคาโก้ ซาติว่า) เป็นพืชล้มลุกตระกูลถั่ว ลำต้นมีความสูงประมาณ 3 ฟุต ดอกสีม่วงแกมฟ้า พบมากในแถบเอเชียและเขตรอบทะเลเมดิเตอร์เรเนียน เติบโตได้ในทุกอากาศทั่วโลก ในบางพื้นที่อัลฟัลฟ่าสามารถชอนไชรากได้ลึกถึง 130 ฟุต จึงดูดซึมธาตุอาหารได้มากและบริสุทธิ์กว่าพืชชนิดอื่น ไม่สะสมสารพิษไว้ในต้น

ชาวอาหรับโบราณใช้ประโยชน์จาก “อัลฟัลฟ่า” กว่า 2,000 ปีก่อนคริสตกาล แรกเริ่มนิยมใช้เป็นอาหารเลี้ยงม้า แต่เมื่อสังเกตว่าม้าสุขภาพสมบูรณ์ แข็งแรง มีความว่องไวกว่าที่เคย ชาวอาหรับจึงทดลองรับประทานอัลฟัลฟ่า ปรากฏว่าร่างกายกระปรี้กระเปร่า ไม่เหนื่อยอ่อนง่ายๆ อีกทั้งยังช่วยในการขับปัสสาวะ ลดอาการปวดตามข้อกระดูกได้เป็นอย่างดี ด้วยคุณค่าดังกล่าว อัลฟัลฟ่าจึงถูกขนานนามว่า The Father of All Foods หรือ ?บิดาแห่งอาหารทั้งมวล?

อัลฟัลฟ่า มี ประวัติการใช้เป็นสมุนไพรมากว่า 1,500 ปี, ในตำราแพทย์แผนจีน อัลฟัลฟ่า ถูกใช้รักษาโรคเกี่ยวกับโรคทางเดินอาหารและไต, ในตำรายาอายุรเวทของอินเดีย (Ayurvedic medicine) ใช้ใบอัลฟัลฟ่า ในการรักษาโรคเกี่ยวกับระบบย่อย[4]ปัจจุบันอัลฟัลฟ่าเป็นที่นิยมในกลุ่มผู้ทานสลัด (ถั่วงอกอัลฟัลฟ่า) และนำมาสกัดสาร โซเดียม คอปเปอร์ คลอโรฟิลล์ลินเพื่อประโยชน์ด้านสุขภาพ

รอยบอส ชาไร้คาเฟอีน หรือ Rooibos (ชื่อ ทางวิทยาศาสตร์ : Aspalathus linearis)

คือ พันธุ์ไม้ประเภทฝัก พุ่มเล็ก ใบคล้ายเข็ม เป็นพืชเฉพาะถิ่นพบได้ที่เดียวในโลก คือ ประเทศแอฟริกาใต้ ในอดีต รอยบอส ถูกค้นพบโดยชาว Khoi-San[3]ชนพื้นเมืองเก่าแก่ที่ มีความเชื่อเรื่องสมุนไพรธรรมชาติ และได้ใช้ รอยบอส รักษาโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ นานามาโดยตลอด กระทั่งมีการนำรอยบอสมารับประทานในรูปแบบชาเพื่อบำรุงสุขภาพ

ชารอยบอส รู้จักโดยทั่วไปในชื่อ ชาแดง (Red Tea) เนื่องจากนำมาต้มน้ำจะได้น้ำสีแดงสว่างสดใส มีรสชาติออกหวานผลไม้ นุ่มลิ้น กลิ่นคล้ายถั่ว   สารสำคัญที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพในชารอยบอส ได้แก่ แคลเซียม แมงกานีส ฟลูออไรด์ ช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงของกระดูกและฟัน สังกะสี และ กรดผลไม้(Alpha Hydroxy Acid ; AHA) เสริมสุขภาพผิว แมกนีเซียมช่วยในระบบประสาท และยังประกอบด้วยสารต้านอนุมูลอิสระกลุ่มต่างๆ อีกมากมายด้วย นอกจากนี้ชาแดงรอยบอสยังมีคุณสมบัติพิเศษ คือ “มีสารแทนนินต่ำ”ไม่ทำให้เกิดอาการท้องผูก และ “ปราศจากคาเฟอีน”จึงเหมาะกับทุกเพศทุกวัย[2]

รายงานการวิจัยประโยชน์ของชารอยบอส

1. มีการวิจัยประโยชน์ของรอยบอสพบว่า ชารอยบอสช่วยในการบรรเทาอาการภาวะหัวใจเต้นผิดปกติ (Cardiac arrhythmia), อาการโคลิกในเด็ก (Colic), ท้องร่วงหรือท้องเดิน (Diarrhea), โรคหืด (Asthma) ความดันโลหิตสูง (Hypertension), ต้านอนุมูลอิสระ (Antioxidant), ชะลอความชรา (Anti-aging), ต่อต้านมะเร็ง (Anti-cancer), ต่อต้านการอักเสบ (Anti-inflammatory), ต้านเบาหวาน (Antidiabetic), ต้านการหดเกร็งของกล้ามเนื้อ (Antispasmodic)[19]

2. ชารอยบอสประกอบไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระประเภทโพลิฟีนอล (Polyphenol) ที่มีหลักการทำงานเทียบกับเอ็นไซม์ซุปเปอร์ออกไซด์ดิสมิวเตส (SOD) ในร่างกาย ช่วยในการต้านอนุมูลอิสระจำพวกอนุมูลอิสระออกซิเจน (อนุมูลอิสระแอนไอออน) ซึ่งมีความเป็นพิษสูง จึงช่วยต่อต้านการเกิดโรคร้ายแรงต่างๆ เช่น มะเร็ง,การอุดตันในเส้นเลือด, หัวใจวาย และยังช่วยดูแลสุขภาพผิว, ลดเลือนริ้วรอย, ทำให้ผิวพรรณเปล่งปลั่งสดใส[1]  จากประโยชน์มากมายผนวกกับคุณสมบัติพิเศษที่มี ทำให้ ชาแดงรอยบอส เหมาะอย่างยิ่งสำหรับการดื่มบำรุงสุขภาพเป็นประจำ

“พรีไบโอติก” คือ…?   ลำไส้ของเรามี “จุลินทรีย์” จำนวนมากอาศัยอยู่ภายใน ซึ่งจุลินทรีย์มีทั้งชนิดที่ดีและไม่ดี เมื่อจุลินทรีย์ทั้งสองชนิดนี้ไม่สมดุลกัน คือ จุลินทรีย์ที่ดีลดจำนวนลงหรือทำงานได้ไม่ดีก็จะเกิดปัญหาสุขภาพตามมา เช่น ท้องผูก, ท้องเดิน, แก่ก่อนวัย, มะเร็งลำไส้ใหญ่ เป็นต้น[20]จาก ปัญหาจุลินทรีย์ที่ดีลดจำนวนลง เราสามารถแก้ไขได้ด้วยการรับประทานผลิตภัณฑ์ชีวภาพที่ประกอบด้วยจุลินทรีย์ ที่มีชีวิต เช่น โยเกิร์ต หรือ นมเปรี้ยว (ยกเว้นนมเปรี้ยวพร้อมดื่มประเภทยูเอชที) แต่ถ้าอยากให้จุลินทรีย์ที่ดีในลำไส้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพเราสามารถ รับประทานอาหารที่มีคุณสมบัติเป็นพรีไบโอติก

พรีไบโอติก คือ สารหรือผลิตภัณฑ์ที่ช่วยไปกระตุ้นการเจริญเติบโตหรือเพิ่มประสิทธิภาพของจุลินทรีย์ที่ดีในลำไส้ (โปรไบโอติก)

“มอลโตเดกซ์ตริน” เพื่อจุลินทรีย์ที่ดี   มอลโตเดกซ์ตริน (Maltodextrin) เป็น แป้งที่ดัดแปรจากวัตถุดิบธรรมชาติ เช่น ข้าวโพด ฯลฯ มีคุณสมบัติละลายน้ำได้ดี มีความคงตัวที่อุณหภูมิสูง ไม่มีผลข้างเคียงกับระบบประสาทสัมผัส รสชาติหวานเล็กน้อย โดยทั่วไปใช้เป็นสารเติมแต่งรสชาติและกลิ่นของอาหาร นอกจากนี้ยังเป็นแหล่งพลังงานในเครื่องดื่มเสริมสุขภาพ เครื่องดื่มให้พลังงานสำหรับนักกีฬา

คุณสมบัติของ มอลโตเดกซ์ตริน คือทำหน้าที่เสมือนใยอาหารจึงเพิ่มคุณค่าทางโภชนาการ, เป็นพรีไบโอติกคือ เป็นอาหารและช่วยส่งเสริมการทำงานจุลินทรีย์ที่ดี เช่น แลคโตบาซิลลัส และ บิฟิโดแบคทีเรียม ฯลฯ ในลำไส้ใหญ่ ส่งผลให้อุจจาระนิ่ม จึงลดอาการท้องผูก ลดความเสี่ยงการเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่สร้างภูมิต้านทานเชื้อโรคในระบบทางเดินอาหาร การทำงานและสุขภาพของระบบทางเดินอาหารจึงดีขึ้น, ช่วยลดคอเลสเตอรอล ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด

รายงานการวิจัยประโยชน์ของมอลโตเดกซ์ตริน

ใน มอลโตเดกซ์ตรินจะมีพันธะ แอลฟ่า และเบต้า 1,2-,1,3- และ 1,4- ขณะที่ร่างกายจะสามารถย่อยแป้งที่มีพันธะ แอลฟ่า 1,4 เท่านั้น ส่วนที่ไม่ถูกย่อยก็จะทำหน้าที่เสมือนใยอาหารสามารถอุ้มน้ำและเพิ่มคุณค่า ทางโภชนาการโดยทำหน้าที่เป็นพรีไบโอติก (Prebiotic) และช่วยส่งเสริมการทำงานของจุลินทรีย์ชนิดดี เช่น Lactobasislus และ Biphedobecterium ในลำไส้ใหญ่ ส่งผลให้อุจจาระนุ่ม จึงช่วยลดอาการท้องผูก[21]

ข้อมูลอ้างอิง      

1.The suppression of age-related accumulation of lipid peroxides in rat brain by administration of Rooibos tea (Aspalathus linearis). O Inanami, T Asanuma, N Inukai, T Jin, S Shimokawa, N Kasai, M Nakano, F Sato, and M Kuwabara. Neurosci Lett, Aug 1995; 196(1-2): 85-8.

2. http://www.montegotea.com/benefits.htm

3. http://www.tegatea.com/the-rooibos-story/tega-rooibos-did-you-know/

4. http://en.wikipedia.org/wiki/Alfalfa
5. Egner PA, Munoz A, Kensler TW. Chemoprevention with chlorophyllin in individuals exposed to dietary aflatoxin. Mutat Res. 2003;523-524:209-216.
6. www.voicetv.co.th/content/7919/คนไทยเสียชีวิตด้วยมะเร็งชั่วโมงละ6คน
7. Md. Selim และคณะ, Relaxtion of the folding of globulin around heme of hemoglobin of Homo sapiens by the food grade additive molecule chlorophyllin,Monatsh Chem, 2010.
8.  S.S. Kumar และคณะ, Effect of chlorophyllin against oxidative stress in splenic lymphocytes in vitro and in vivo, Biochimica et Biophysica Acta 1672 (2004) 100-111
9. K.-K. Park และ Y.-J. Surh, Chemopreventive activity of chlorophyllin against mouse skin carcinogenesis by benzo[a]pyrene and benzo[a]pyrene-7,8-dihydrodiol-9,10-epoxide, Cancer Letter 102 (1996) 143-149
10. K.-K. Park และคณะ, Chemoprotective properties of chlorophyllin against vinyl carbamate, p-nitrophenyl ether and their electrophilic epoxides, Cancer Letter 94 (1995) 33-40
11. O. Aozasa และคณะ, Fecal Excretion of Dioxin in Mice Enhanced by Intake of Dietary Fiber Bearing Chlorophyllin, Bull. Environ. Contam. Toxicol. (2003) 70:359-366
12. GAO Feng และ HU Xiu-fen, Analysis of the Therapeutic Effect of Sodium Copper Chlorophyllin Tablet in Treating 60 Cases of Leukopenia, Chin J Integr Med, 2005, Dec; 11(4) : 279-282
13. Guyton และ Kensler, Prevention of Liver Cancer, Current Oncology Reports 2002, 4:464-470
14. Chernomorsky SA, Segelman AB. Biological activities of chlorophyll derivatives. N J Med. 1988;85(8):669-673.
15. Kephart JC. Chlorophyll derivatives – their chemistry, commercial preparation and uses. Econ Bot. 1955;9:3-38.
16. Thomas W.Kensler; Chlorophyll Chlorophyllin intervention reduces Aflatoxin-DNA adducts in individuals at high risk for liver cancer; Funded by grants from USPHS and NIEHS; 2001
17. http://lpi.oregonstate.edu/infocenter/phytochemicals/chlorophylls/
18. กลุ่มภารกิจด้านข้อมูลข่าวสารและสารสนเทศสุขภาพสำนักนโยบายและยุทธศาสตร์ สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข ; http://bps.ops.moph.go.th/index.php?mod=bps&doc=5วันที่ 19/08/53
19. D. Ferretra et al., Rooibos tea as a likely health food supplement., fundamental Foods for Health, pp 73-88, 1995
20. ไชยวัฒน์ ไชยสุต. 2553. สุขภาพดีด้วยโปรไบโอติก. ศูนย์วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเพื่อสังคม สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ.
21. A. Bomba et al., The Improvement of probiotics efficacy by synergistically acting components of natural origin : a review., Biologia, Bratislava, 61/6: 729-734, 2006
22. R.W. Young, Use of Chlorophyllin in the care of geriatric patients, J. Am. Geriat. Soc. 24 (1980)

ขอบคุณข้อมูล จาก บริษัท คังเซน เคนโก ในส่วนของส่วนผสมของผลิตภัณฑ์ บิวติ คลอรอยบอส

ดูบทความเพิ่มเติมเกี่ยวกับเรื่อง  ประโยชน์ของ คลอโรฟิลล์ (Chlorophyll)

เป็นที่ทราบกันดีว่า chlorophyll เป็น pigment ที่พบในพืชที่มีสีเขียว และใช้ในการสังเคราะห์แสงของพืช โครงสร้างของ chlorophyll นั้นคล้ายคลึงกับ heme ใน hemoglobin ซึ่งเป็นส่วนประกอบสำคัญในเลือด จึงมีผู้เรียก chlorophyll ว่าเป็น “the blood of plants” จึงมีการศึกษาถึงฤทธิ์ของ chlorophyll ดังนี้

1. Antimutagenic และ Anticarcinogenic activities (antioxidant activity) Chlorophyll และ chlorophyllin (ซึ่งเป็น derivative ของ chlorophyll) มีฤทธิ์ antimutagenic ในการทดลองแบบ in vitro ต่อ mutagens หลายชนิด รวมทั้ง aflatoxin B1 ด้วย นอกจากนี้ chlorophyll และ chlorophyllin ยังมีฤทธิ์ anticarcinogenic effects ใน model ของสัตว์ทดลองด้วย (1) ทั้งนี้เนื่องมาจาก โมเลกุลของ chlorophyll สามารถจับกับ mutagens และ carcinogens ต่างๆ ได้เป็น complexes และจะลดการดูดซึมของสารก่อมะเร็งเหล่านั้นได้ (2)

2. ฤทธิ์ในการต้านการติดเชื้อ (Fighting infections) ได้ มีการศึกษาถึงฤทธิ์ในการยับยั้งเชื้อแบคทีเรียของ chlorophyll มาตั้งแต่ช่วงทศวรรษที่ 40 ซึ่งผลการทดลองใน in vitro แสดงให้เห็นว่า chlorophyll มีสมบัติเป็น bacteriostatic โดยเฉพาะการติดเชื้อกลุ่ม Streptococci และ Staphylococci ซึ่งเป็นสาเหตุที่สำคัญของการติดเชื้อในโรงพยาบาล นอกจากนี้ chlorophyll ยังสามารถกำจัดกลิ่นเหม็นจากบาดแผลได้อย่างมีประสิทธิภาพ และช่วยในการสร้าง connective tissue ด้วย (3)  สำหรับการใช้ chlorophyll ในมนุษย์ส่วนใหญ่แล้วจะใช้เป็น dietary supplements ซึ่งทำให้ chlorophyll มี claims ต่างๆ มากมาย ดังนี้

3. กำจัดกลิ่นที่เกิดจากอวัยวะภายในร่างกาย (Internal Deodorant)  มีการใช้ chlorophyllin ชนิดทาบนแผลเพื่อกลบกลิ่นเหม็นจากบาดแผลมาตั้งแต่ช่วงค.ศ.1940-1950 และต่อมาก็มีการนำมารับประทานในผู้ป่วยที่ทำ colostomies และ ileostomies เพื่อกลบกลิ่นอุจจาระ มี case report ถึงการใช้ใน indication นี้ โดยขนาดของ chlorophyllin ที่ใช้เพื่อกลบกลิ่นอุจจาระในผู้ป่วย ostomy คือ 100-200 mg/day ในขณะที่มีการศึกษาแบบ placebo-controlled trial หนึ่งที่พบว่าการรับประทาน chlorophyllin ขนาด 75 mg วันละ 3 ครั้ง ไม่ได้มีประสิทธิภาพดีกว่า placebo ในการกลบกลิ่นอุจจาระในผู้ป่วย colostomy ยังมีอีกหลาย case reports ที่กล่าวว่า การรับประทาน chlorophyllin 100-300 mg/day จะสามารถลดกลิ่นปัสสาวะและกลิ่นอุจจาระในผู้ป่วยที่กลั้นอุจจาระหรือปัสสาวะ ไม่อยู่ได้ นอกจากนี้ ยังมีการใช้ chlorophyllin ในผู้ป่วยที่มีภาวะ trimethylaminuria (ผู้ป่วยที่มีการขับ trimethylamine ซึ่งมีกลิ่นคาวปลาออกจากร่างกาย) ซึ่งการศึกษาในผู้ป่วยชาวญี่ปุ่น 7 คน ที่มีภาวะดังกล่าว พบว่า การให้ chlorophyllin 60 mg รับประทาน 3 ครั้งต่อวัน เป็นเวลา 3 สัปดาห์ สามารถลดระดับ trimethylamine ในปัสสาวะได้อย่างมีนัยสำคัญ(2)

4. ช่วยในการรักษาบาดแผล (Wound Healing)  ใน ช่วงทศวรรษที่ 40 นั้น มีการวิจัยพบว่า chlorophyllin solutions สามารถชะลอการเจริญของ anaerobic bacteria ในหลอดทดลองได้ และจะสามารถเร่งการหายของแผลในสัตว์ทดลองได้ จึงมีการนำ chlorophyllin ไปใช้เป็นยาภายนอกในรูปแบบ solutions และ ointment ในผู้ป่วยที่มีแผลเปิดเป็นระยะเวลานาน ดังมีการศึกษาในช่วงปลายทศวรรษที่ 40-50 ที่เป็นแบบ uncontrolled ขนาดใหญ่ในผู้ป่วยที่มีแผลหายช้า เช่น มี vascular ulcers และ pressure (decubitus) ulcers พบว่า การทา chlorophyllin สามารถช่วยให้แผลหายได้ดีกว่าการรักษาปกติ ช่วงปลายทศวรรษที่ 50 ได้มีการเติม chlorophyllin ลงไปใน papain และ ointment ที่มี urea เป็นส่วนประกอบในการลดการอักเสบเฉพาะที่ ช่วยให้แผลหายเร็วและกลบกลิ่นที่ไม่ดี ซึ่งตำรับ ointment ของ papain หรือ urea ที่มีการเติม chlorophyllin นี้ ยังคงมีการสั่งจ่ายกันอยู่ในประเทศสหรัฐอเมริกา (2)

5. รักษาอาการท้องผูก (Constipation)
ใน อดีตพบว่ามีการใช้ chlorophyll ในผู้ป่วยที่มีปัญหาเกี่ยวกับทางเดินอาหาร เช่น อาการท้องผูก ทำให้ระบบขับถ่ายดีขึ้นด้วย โดยการศึกษาในผู้ป่วยสูงอายุ 62 คนที่อยู่ในสถานพักฟื้น พบว่า chlorophyllin มีประสิทธิภาพในการช่วยควบคุมกลิ่นอุจจาระและระบบขับถ่ายของร่างกายให้ดี ขึ้นในภาวะท้องผูกเรื้อรัง และยังช่วยลดอาการแน่นท้องได้ด้วย ซึ่งในการศึกษานี้ไม่พบความเป็นพิษหรือภาวะความเจ็บป่วยอื่นใด

6. ช่วยลดพิษหรืออาการข้างเคียงจากยาบางชนิดได้ (Help protect against some toxins, ameliorate some drug side effects)
Chemotherapeutic drugs เป็นอีกแหล่งหนึ่งของ free radicals ซึ่งจะไปทำลายเนื้อเยื่อต่างๆ ก่อให้เกิดเป็น side effects ได้ จากฤทธิ์ antimutagenic ของ chlorophyll จึงได้มีการใช้ chlorophyllin เพื่อลด side effect ของ cyclophosphamide โดยมีการศึกษาในหนูถีบจักรถึงประสิทธิผลของ chlorophyllin ในการลด side effect ของ cyclophosphamide และศึกษาว่า chlorophyllin รบกวนประสิทธิภาพในการต้านมะเร็งของ cyclophosphamide หรือไม่ โดยให้ chlorophyllin ผสมในน้ำดื่ม (1%) 2 วัน หรือให้โดยการป้อน (200 mg/kg) 2 ชั่วโมงก่อนการรักษาด้วย cyclophosphamide (220 mg/kg) ผลพบว่า side effect ของ cyclophosphamide ที่เกี่ยวกับระบบทางเดินปัสสาวะและการกดไขกระดูกนั้นลดลงในทั้ง 2 กลุ่ม ในขณะที่ประสิทธิภาพของฤทธิ์ต้านมะเร็งไม่ได้ลดลงเมื่อใช้ chlorophyllin ดังนั้น chlorophyllin จึงให้ผลดีเมื่อใช้ร่วมกับการรักษาด้วย cyclophosphamide 5

7. รักษาภาวะนิ่วชนิด calcium oxalate stone ได้ (Treatment of calcium oxalate stone disease)
มี การศึกษาใน in vitro เกี่ยวกับ chlorophyllin ในรูปสารละลายความเข้มข้น 20 mcg/ml ใน normal urine จะยับยั้งการเกิดผลึกและยับยั้งการโตของผลึก calcium oxalate dehydrate ได้เมื่อเปรียบเทียบกับผลก่อนการทดลอง ข้อมูลนี้แสดงให้เห็นว่าอาหารและยาที่มีส่วนประกอบของ chlorophyllin อาจช่วยในการรักษา calcium oxalate stone disease ได้ (6)

8. ลดอาการของ rhinitis, otitis externa และ otitis media ได้ (Reduce symptoms of rhinitis, otitis externa and otitis media)   Chlorophyll มีฤทธิ์ในการยับยั้งเชื้อแบคทีเรีย ทำให้สามารถใช้ chlorophyll ในการรักษาบาดแผลที่ติดเชื้อได้ นอกจากการติดเชื้อบริเวณแผลเปิดแล้ว chlorophyll ยังสามารถยับยั้งเชื้อในระบบ otolaryngology ได้ โดยมีการศึกษาในการใช้ chlorophyll ใน 100 cases ของผู้ป่วยที่มีอาการหวัด หรือ acute rhinitis และ rhinosinusitis พบว่า chlorophyll สามารถใช้รักษาการติดเชื้อและการอักเสบบริเวณหูชั้นในแบบเรื้อรังได้

9. กระตุ้นการสร้างเลือดในผู้ป่วยโลหิตจางได้ (Stimulant blood cell formation in anemia)
Chlorophyll ช่วยกระตุ้นการสร้าง hemoglobin ที่มี oxygen อยู่ และจะสามารถนำไปสร้างพลังงานให้ร่างกายได้  นักวิทยาศาสตร์ได้พบข้อมูลจากการศึกษาในผู้ป่วยที่มีภาวะ iron-deficiency anemia ว่าถ้าหากผู้ป่วยได้รับ iron และ chlorophyll ในการรักษาร่วมกัน จะทำให้จำนวนเม็ดเลือดแดงและระดับ hemoglobin เพิ่มขึ้นเร็วกว่าการใช้อย่างใดอย่างหนึ่ง และในการศึกษาในสัตว์ทดลองทำให้นักวิทยาศาสตร์หลายท่านได้ตั้งสมมติฐานว่า chlorophyll สามารถสร้างเลือดได้โดยเกี่ยวข้องกับการกระตุ้นไขกระดูก

เอกสารอ้างอิง

(1) PDRhealth. Chlorophyll/Chlorophyllin. Standard documentation formats.
Available from : URL : http://www.pdrhealth.com/drug_info/nmdrugprofiles/nutsupdrugs/chl_0069.shtml
(2) Linus Pauling Institute’s Micronutrient Information Center. Chlorophyll and Chlorophyllin. Citing your sources. [cited 2004 July 16]
Available from : URL : http://lpi.oregonstate.edu/infocenter/phytochemicals/chlorophylls/printchlor.html
(3) Heinerman J. Organic chlorophyll fights infections. Standard documentation formats.
Available from : URL : http://www.web-light.nl/AMALGAM/ADVERTEREN/STARROYALE/org_chlorophyl.htm
(4) Young RW, Beregi JS. Use of chlorophyllin in the care of geriatric patients[abstract]. J Am Geriatr Soc 1980; 28(1): 46-7
(5) Te C, Gentile JM, Baguley BC, Pearson AE, Gregory T, Ferguson LR . In vivo effects of chlorophyllin on the antitumour agent cyclophosphamide[abstract]. Int J Cancer 1997; 70(1): 84-9.
(6) Tawashi R, Cousineau M, Denis G. Crystallisation of calcium oxalate dehydrate in normal urine in presence of sodium copper chlorophyllin[abstract]. Urol Res 1982; 10(4): 173-6.
ทำไมการทานผักสีเขียวจึงได้คลอโรฟิลล์ในประมาณที่น้อย ? เนื่องจากคลอโรฟิลล์ในพืชจะถูกห่อหุ้มด้วยเส้นใยอาหาร ซึ่งร่างกายของคนไม่สามารถย่อยเส้นใยอาหารได้ ดังนั้นหากต้องการคลอโรฟิลล์จากการกินผัก ก็จะต้องเขี้ยวใบผักให้นานๆ เหมือนการเคี้ยวหมาก เพื่อให้คลอโรฟิลล์หลุดออกจากเส้นใยที่ห่อหุ้มไว้ หรืออีกวิธีก็เอาใบผักไปปั้นหรือบด ให้ละเอียด

ทานคลอโรฟิลล์มีผลข้างเคียงหรือไม่ ?  งาน วิจัยไม่พบผลข้างเคียงจากการรับประทานคลอโรฟิลล์ แต่จะมีอาการปรับสภาพขึ้นอยู่กับสภาพของร่างกายแต่ละคนว่ามีสารพิษ สารเคมีมากน้อยแค่ไหน ถ้ามีสารเคมีมากก็จะมีอาการมาก อาการปรับสภาพที่พบเช่น อาการไข้ขึ้น อาการท้องร่วง เกิดผดขึ้นตามแขน หรือขา บางรายอาจเกิดบนใบหน้า อาการเหล่าจะเป็นอยู่ราว 7-14 วัน จากที่ผ่านมาพมว่าอาการเหล่านี้จะเกิดกับผู้ที่มีสารพิษสะสม เป็นส่วนใหญ่ คนที่ดูแลร่างกายดีจะไม่พบอาการปรับสภาพ แต่อาจมีอาการอื่นๆที่แตกต่างออกไปเช่น ทานอาหารได้มากขึ้น

คลอโรฟิลล์มีข้อห้ามในการรับประทานหรือไม่  ตามงานวิจัยไม่มีข้อห้าม แต่เท่าที่พบคนที่เป็นโรค SLE และ Hyper Thyroid จะมีปัญหาหากรับประทานคลอโรฟิลล์ที่สกัดมาจากใบอัลฟาฟ่า

ถ้าผสมคลอโรฟิลล์ในน้ำแล้วทิ้งไว้ดื่มหลายวันจะมีปัญหาหรือไม่ ? ไม่ควรทำเช่นนี้ เนื่องจากอาจเกิดเชื้อโรคขึ้นในน้ำ อาหารส่วนใหญ่ที่เป็นรูปแบบน้ำ จะต้องมีการเติมสารกันบูดเพื่อป้องกันการเกิดเชื้อ ซึ่งส่งผลทำให้เป็นพิษต่อร่างกาย ดังนั้นจึงควรผสมแล้วดื่มเลยจะได้ผลดีที่สุด

คลอโรฟิลล์ช่วยลดอาการปวดประจำเดือนได้อย่างไร ?  อาการ ปวดประจำเดือนมีด้วยกันหลายสาเหตุ ตั้งแต่ความผิดปกติของฮอร์โมน การขาดสารอาหาร เลือดน้อย เกิดการตกค้างของ ของเสียในมดลูก ไม่พบงานวิจัยที่ตีพิมพ์อย่างเฉพาะเจาะจงว่าไปช่วยลดหรือรักษาอาการปวดประจำ เดือนโดยตรง แต่มีการเก็บประวัติผู้ใช้จำนวนมากพบว่ามีอาการที่ดีขึ้น โดยสัณนิฐานเบื้องต้นว่าน่าจะเกิดจากการที่ดื่มคลอโรฟิลล์แล้วทำให้ระบบการ สร้างเม็ดเลือดดี(สมบูรณ์) และการทำลายเม็ดเลือดที่ไม่ได้คุณภาพเป็นไปได้อย่างปกติมากขึ้น ซึ่งส่งผลให้ร่างกายสามารถขับของเสียออกจากร่างกายได้ดียิ่งขึ้น จึงทำให้อาการปวดลดน้อยลง อย่างไรก็ดีสำหรับผู้ที่มีปัญหาปวดประจำเดือน ควรรับประทาน คอรอลแคลเซียม เป็นประจำทุกวันและควรหลีกเลี่ยงยาแก้ปวดซึ่งมีผลข้างเคียง และหากใช้ระยะยาวอาจส่งผลต่อการเกิดมะเร็งมดลูกในอนาคตได้

Share ให้เพื่อน

Add a Comment